บทที่ 5 ช่วยพระเอกแต่ได้หมูเป็นของแถม
ซูเหยาคิดไปเรื่อยเปื่อยพร้อมกับที่เธอก็เอามีดยาวที่จับไว้ในมือกวาดไปที่พงหญ้ารก เพื่อเป็นการไล่สัตว์ร้ายมีพิษก่อนที่เธอจะเดินต่อไป
ก็เธอนะเป็นนางร้ายนะ ดังนั้นถ้าจะหวังให้โชคช่วยแบบนางเอกนะเหรอไม่มีทางหรอก ดังนั้นจะต้องทำเองจากสองมือเพียงอย่างเดียว
เมื่อเธอก้าวเดินไปตามสัญลักษณ์ที่มู่หานทำไว้ ในที่สุดเธอก็เหมือนได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ไม่ห่างจากเธอมากนัก ซึ่งเธอคิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะต้องเป็นพวกของมู่หานอย่างแน่นอน
“โอ้ย ช่วยฉันด้วยมีใครอยู่แถวนี้หรือเปล่าคะ” ซูเหยาแสร้งทำหกล้มนั่งกุมขอเท้าของตนด้วยท่าทางที่แสดงความเจ็บปวดน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร
‘รางวัลนักแสดงต้องมาแล้วละ แสดงได้เนียนขนาดนี้’ เธอคิดขึ้นในใจ และที่ซูเหยาต้องร้องเรียกคนเหล่านั้นให้ออกมาตรงนี้ ก็เพราะว่าตามนิยายที่ได้บรรยายเอาไว้ ว่าหลังจากที่มู่หานได้ตกลงไปในหลุมดักสัตว์เก่า และเพื่อนช่วยเขาขึ้นมาได้แล้ว ก็จะมีหมูป่าที่ไม่มองอะไรเลยพุ่งตกลงไปในหลุมกับดักยังไงล่ะ
เธอเดาเอาว่าช่วงเวลาและสถานที่อาจจะเป็นที่นี่ เพราะตอนนี้เธอไม่ได้ยินเสียงว่าพวกเขาจะเดินไปไหนกันต่อ เอาเป็นว่าเธอเดามาจากนิยายล้วน ๆ
เพราะความตั้งใจเดิมของเธอคือการมาช่วยพระเอกของเรื่อง แต่ถ้าได้หมูป่ากลับไปด้วยก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ก็แล้วกัน
ซูเหยายังคงก้มหน้าร้องไห้ ทำเป็นเจ็บปวดแล้วตะโกนต่อไป เพื่อให้พวกเขาได้ออกมาช่วยเธอโดยเร็ว
“เสียงใครมาร้องเรียกให้ช่วยอยู่แถวนี้กัน” หนึ่งในกลุ่มคนของมู่หานพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“ผมว่าเสียงมันช่างคุ้นหูมากเลยนะ เหมือนจะเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” ชายคนที่มู่หานจะต้องเป็นคนช่วยพูดขึ้น
“ผมว่าเสียงนี้เหมือนกับซูเหยาภรรยาของผม ถ้าอย่างนั้นผมขอออกไปดูก่อนนะครับ” มู่หานบอกกับทุกคนที่อยู่ด้วยกันในตอนนี้ พร้อมกับที่เขาก็เดินแยกตัวออกมา
“พวกเราจะไปด้วย เผื่อว่ามีอะไรที่สามารถช่วยได้ก็จะได้ช่วย ๆ กันไป” เสียงคนที่มาด้วยกันพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง
ดังนั้นตอนนี้พวกเขาทั้งหมดก็ได้พากันเดินห่างออกมาจากหลุมมรณะนั้นเรียบร้อย ตามแผนที่ซูเหยาได้คิดไว้ไม่มีผิด ที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าการคาดเดาของตนนั้นถูกต้อง
“ซูเหยาคุณเป็นอะไรไป แล้วคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วลูก ๆ อยู่กับใคร” มู่หานถามซูเหยาออกมาเป็นชุดเนื่องจากเขาเป็นห่วงลูก ๆ มาก
“มู่หานนายก็ใจเย็นหน่อยไม่ได้หรือยังไง นายไม่เห็นเหรอว่าเมียตัวเองบาดเจ็บ” เพื่อนของมู่หานพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปทางข้อเท้าของซูเหยาที่เธอแกล้งเอามือบีบนวดน้ำตาคลอ
“อู๊ด ๆ” ตุ๊บ! ในระหว่างที่พวกคนด้านนอกต่างกำลังพูดคุยกันและมู่หานดูอาการของซูเหยาอยู่ พวกเขาต่างก็พากันได้ยินเสียงหมูป่าร้อง พร้อมกับเสียงดังเหมือนกับว่ามันตกลงจากที่สูงอย่างไรอย่างนั้น
“ทุกคนคิดว่ามันจะใช่ไหม” คนที่มู่หานจะต้องช่วยเหลือถามออกมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
ทุกคนก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างพร้อมเพียง พร้อมกับที่พวกเขาสามคนก็ได้ค่อย ๆ เดินย่อง ๆ ไปยังที่จุดเดิมที่ได้เดินออกมาก่อนหน้านี้
“คุณก็เดินไปกับพวกเขาด้วยสิคะ เผื่อเป็นหมูป่าเราจะได้มีส่วนแบ่งด้วย อีกอย่างเด็ก ๆ ก็จะได้มีเนื้อกินด้วย” ซูเหยารีบไล่พระเอกของเรื่องออกไปทันที
เธอคิดว่าพระเอกในเรื่องนี้สมกับที่นักเขียนได้บรรยายอวยเอาไว้เสียเหลือเกิน เพราะเขาหน้าตาดีมาก หน้าหวานคล้ายกับผู้หญิงในบางมุม แต่ก็ยังคงมีความดุดันแบบผู้ชาย
คิ้วเข้ม ตาเรียวยาวดุ ปากหยักหนาได้รูปน่าสัมผัส (เอ๊ะ ไม่ใช่สิหลงประเด็นนะเหยา ห้ามหลงรักเขาเด็ดขาดเผื่อเขาเจอนางเอกขึ้นมา เดี๋ยวเธอจะช้ำเข้าใจไหม)
มู่หานเมื่อได้ยินสิ่งที่ซูเหยาพูดเขาก็ไม่ได้แย้งอะไร แต่ว่าเขาค่อนข้างที่จะแปลกใจที่วันนี้ภรรยาของตนได้เกิดห่วงลูกๆของเขาออกมา ทั้ง ๆ ที่ยามปกติแม้จะเอ่ยถึงสักคำเธอก็ไม่เคยพูดถึง
แถมซ้ำบางครั้งยังเอาแต่ด่าทอและตีลูกเขา ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เขาได้ยินมาจากแม่ของเขาทั้งสิ้น และอีกเรื่องที่เขาแปลกใจก็คือวันนี้ซูเหยาได้เดินเข้าป่า
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็นั่งรอผมอยู่ตรงนี้นะ ผมจะไปดูให้แน่ใจก่อน ถ้าใช่หมูจริง ๆ เราคงจะได้มีเนื้อไว้กินกันบ้าง” มู่หานได้กล่าวย้ำกับภรรยาที่เขายังไม่เคยได้ร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง
“ได้คุณรีบไปเถอะ” ซูเหยาได้กล่าวเร่งสามีในนามของร่างนี้อีกครั้ง
มู่หานเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ต้องการให้ตนอยู่ด้วยจริง ๆ เขาจึงได้รีบวิ่งกลับไปยังทางที่เขาเพิ่งจะเดินจากมายังไม่นานนักทันที
ซูเหยาเมื่อเธอมั่นใจอย่างแน่นอนแล้วว่าคนพวกนั้นได้พากันไปดูหมูเซ่อตกหลุมกันหมดแล้ว เธอก็ได้ลุกยืนขึ้นโดยไม่แกล้งทำเป็นบาดเจ็บอีกต่อไป
เธอค่อย ๆ เดินออกมาจากจุดที่แกล้งล้มเมื่อสักครู่ เพื่อที่จะได้หาสิ่งมีค่าที่อยู่ในดิน และความโชคดีก็ได้เข้ามาสู่เธออีกครั้ง ‘โอ้ซูเหยาเธอช่างโชคดีเสียจริง’
ซูเหยาได้เดินมาเจอกับเห็ดหลินจือแดง ที่พากันแข่งกันออกดอกหรือยังไงไม่ทราบได้ มีทั้งดอกเล็กดอกใหญ่ให้เธอเห็นละลานตา
‘มาเก็บฉันซิ ฉันเต็มใจไปกับเธอ’ ซูเหยาเหมือนรู้สึกได้ยินเสียงเห็ดหลินจือแดงพูดกับเธออย่างนี้ และดวงตาของซูเหยาก็เปล่งประกายระยิบระยับอย่างยินดี
‘เงินจ๋า เงินจ๋า ฉันกำลังจะมีเธอไว้ในครอบครองแล้วจ้ะ’ ซูเหยาร้องขึ้นอยู่ในใจด้วยความยินดี
ด้านเพื่อนของมู่หานที่ตอนนี้แต่ละคนได้เดินกลับมายังที่ตัวเองเคยยืนอยู่กันเมื่อครู่นี้ ตอนนี้พวกเขาก็พากันยืนอ้าปากตาค้างด้วยความตกใจกันทุกคน
เมื่อพวกเขาได้มองลงไปในหลุมที่พวกเขาไม่เคยเห็นในครั้งแรก “หลุมนี้มาได้ยังไงกัน นี่พวกเราโชคดีมากเลยนะที่ได้เดินออกไปดูตามเสียงของซูเหยา เพราะถ้าเราอยู่” ชายคนที่ได้อยู่ในกลุ่มพูดกับคนในกลุ่มพร้อมกับกลืนน้ำลายลงด้วยความหวาดเสียว
“มีอะไรกันหรือเปล่า ทำไมพวกนายถึงได้ยืนนิ่งกันแบบนี้” มู่หานถามคนที่อยู่ในกลุ่มด้วยความสงสัย พร้อมกับที่เขาก็ได้เดินเข้ามายังที่คนพวกนี้มุง
“หมูป่า หมูป่าจริงเสียด้วย ว่าแต่ทำไมถึงมีหลุมกับดักอยู่ที่นี่กัน” มู่หานพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
และตัวเขาได้เดินตรวจสภาพรอบปากหลุมลึกนั้นอย่างระมัดระวัง ส่วนเจ้าหมูเซ่อที่ตกลงไปในหลุมยามนี้มันได้เงียบเสียงของมันลงไปนานแล้ว เนื่องจากมันได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างมาก
“หมูมันน่าจะตายแล้ว พวกเรามาช่วยกันหาวิธีเอามันขึ้นมาจากหลุมกันเถอะ” ชายรูปร่างเตี้ยที่เป็นชาวบ้านที่มาด้วยกันพูดขึ้น
“ก็ดีเหมือนกัน จะว่าไปถ้าพวกเราไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเมียของมู่หาน บางทีอาจจะเป็นพวกเราที่โชคร้ายแทนเจ้าหมูโง่ตัวนี้ก็ได้” เสียงนี้เป็นเสียงของคนที่มู่หานจะต้องช่วยเหลือพูดออกมาอย่างหวาดเสียว
“ก็จริงอย่างที่อาเปียวว่า นี่ก็สามารถถือได้ว่าซูเหยาน่าจะเป็นผู้นำโชคมาให้กับพวกเราในครั้งก็ได้นะ” ชายชาวบ้านที่เป็นหนึ่งในสหายของมู่หานพูดออกมา
“นั่นนะสิ มีเมียสวยแล้วยังไม่พอยังเป็นดาวนำโชคอีก อีกหน่อยนายคงจะโชคดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้” เสียงหยอกเย้าดังออกมาจากชายร่างเตี้ย
ทำให้พวกเพื่อนที่ได้ยินถึงกับพากันหัวเราะออกมาให้กับคำพูดของชายร่างเตี้ยคนนี้อย่างชอบใจ แต่คนที่อยู่ในหัวข้อสนทนาอย่างมู่หานเขายืนทำหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว
นั่นก็เป็นเพราะถึงแม้ว่าเขากับซูเหยาจะแต่งงานกันมานานหลายเดือนแล้ว แต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่เคยมีอะไรกันเลยสักครั้ง ขนาดเขาเดินเฉียดใกล้เจ้าหล่อนนิดเดียว ก็ยังทำให้หล่อนถึงกลับถอยหนีเหมือนเขาเป็นสัตว์ร้าย
“มู่หาน เป็นอะไรไป” พวกเราเรียกนายอยู่ตั้งนานแล้ว ยืนเหม่ออยู่นั่น ถ้าจะคิดถึงภรรยานายก็รีบมาช่วยพวกเราเอาหมูขึ้นจากหลุมเถอะ” หยางเปียวพูดกับเพื่อนอย่างหยอกล้อ
“ไม่ใช่สักหน่อย” มู่หานรีบปฏิเสธ พร้อมหยิบเชือกถักเส้นใหญ่ออกจากย่ามของเขาที่มักจะใส่สิ่งของจำเป็นไว้มากมาย
“เอ้าพวกเราอีกนิด ช่วยกันดึงหน่อยอีกนิดเดียว เดี๋ยวพวกเราก็ได้กินเนื้อหมูกันแล้ววันนี้” หยางเปียวพูดกับเพื่อนเพื่อเพิ่มกำลังใจ เพราะเขาเป็นคนดึงเชือกอยู่ด้านหน้า โดยที่มู่หานรับหน้าที่ลงไปผูกเจ้าหมูโง่ด้านล่าง
“แฮ่ก ๆ เหนื่อยชะมัดยาด แต่พอคิดว่าจะได้กินเนื้อของมันก็รู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาทันทีเหมือนกัน” ชายร่างผอมพูดขึ้นในขณะที่เขานั่งหมดแรง หายใจหอบออกมา
“ผมว่าเราคงต้องทำรถลาก ลากมันออกไปแล้วล่ะ ตัวมันใหญ่มาก หรือว่าจะทำคานหามแล้วจะสลับกันแบกมันลงไปดี” หยางเปียวพูดถามความคิดเห็นของเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมกันในครั้งนี้
“ทำคานแบกออกไปดีกว่า เพราะว่าพวกเราจะได้เดินได้สะดวก สลับกันไปคนละครึ่งทาง” มู่หานพูดเสนอความคิดขึ้นมาเป็นคนแรก
“ฉันสองคนก็คิดว่าทำตามความคิดของอามู่ก็แล้วกัน เพราะเราจะต้องผ่านทางแคบและไหนจะสิ่งกีดขวางอีกหลายอย่าง หาบเอานี่แหละสะดวกสุด” ชายร่างเตี้ยพูดออกมาโดยมีชายร่างผอมพยักหน้าสนับสนุนอยู่ด้านข้าง
เมื่อพวกเขาตกลงกันได้แล้ว พวกเขาทั้งสี่ก็ช่วยกันแบ่งหน้าที่ของแต่ละคน พวกเขาจึงได้จับไม้สั้นไม้ยาวกันว่าใครจะคู่กับใคร แล้วใครเป็นคู่แรกในการแบกหมูป่าตัวนี้
ซูเหยาที่ตอนนี้เธอได้เก็บโกยเห็ดดอกใหญ่เข้าไปในมิติหมดแล้ว และเธอก็ได้มานั่งรอคนทั้งสี่โดยทำท่านวดข้อเท้าของตนออกมาอีกครั้ง พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสารเหมือนเดิม
“อามู่ ภรรยาของนายบาดเจ็บแบบนี้นายจะแบกหมูป่าสลับกับพวกเราได้ยังไง” ชายร่างเตี้ยถามกับมู่หานเมื่อพวกเขาเห็นว่าซูเหยาได้มีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า
“คือฉัน..ฉัน” มู่หานมองเพื่อนและก็มองภรรยาในนามของตนสลับไปมา เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ให้มู่หานช่วยพวกคุณแบกหมูเถอะ ฉันสามารหาไม้ค้ำมาช่วยยันเวลาเดินได้” ซูเหยาพูดแบ่งรับแบ่งสู้
“คุณแน่ใจนะว่าจะเดินได้จริง” มู่หานเองก็อดถามออกมาด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“ฉันแน่ใจค่ะ ตอนนี้ฉันว่าพวกเรารีบลงจากเขากันเถอะเพราะว่าอากาศเริ่มเย็น และก็จะเริ่มมืดลงแล้วด้วย ถ้ายังช้าอยู่พวกเราจะไม่ปลอดภัย” ซูเหยากล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
เมื่อชายทั้งสี่ได้ยินสิ่งที่ผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มของพวกเขาพูดออกมาแบบนี้ พวกเขาต่างก็เร่งฝีเท้าของตนทันที
มู่หานที่ตอนนี้เขายังไม่ได้แบกหมูป่าก็พยายามเดินอยู่ข้าง ๆ ซูเหยา และคอยมองเธอเป็นระยะ ๆ ด้วยความเป็นห่วง
ซูเหยาก็คิดในใจว่า นิสัยของมู่หานก็จัดว่ายังเป็นคนใช้ได้เพราะถึงแม้ว่าเขาจะแต่งงานกับซูเหยาด้วยความจำใจ แต่ว่าเขาก็ยังคงคอยดูแลภรรยาในนามเป็นอย่างดี
เมื่อพวกเขาได้พากันเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ครั้งนี้ก็เป็นหยางเปียวกับมู่หานที่จะต้องเป็นคนแบกหมูเพื่อกลับหมู่บ้าน
“พวกเราจะเอาหมูไปชำแหละที่ไหนกันดี ไปบ้านลุงต้ามู่ดีหรือไม่” มู่หานพูดออกมาในขณะที่เขาได้แบกหมูเดินเข้าหมู่บ้านมาแล้ว
ตอนนี้ผู้คนในหมู่บ้านได้พากันแตกตื่นที่ได้เห็นพวกของมู่หานแบกหมูป่าตัวใหญ่ลงจากเขา พวกเขาต่างก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับว่าเนื้อหมูได้เป็นของพวกเขาเอง
“แกว่าอะไรนะ เจ้ารองได้หมูป่ามาอย่างนั้นเหรอ” ฉินเจียวร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ พร้อมกับที่เธอก็รีบยืนขึ้นทันที
“แม่พวกเรารีบไปเร็วเข้า น้องรองได้หมูป่ามาตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย” จิวเหลียนก็ได้พาร่างอันอวบอ้วนของตนรีบวิ่งมาหาแม่สามี
ด้านสามีที่มองเห็นพุงที่กระเพื่อมของเมียยามที่ร่างกายเคลื่อนไหว เขาเองก็รู้สึกรังเกียจภรรยาของตนออกมาพร้อมกับคิดว่าทำไมนับวันเมียของตนช่างเหมือนโอ่งเข้าไปทุกที
โดยที่เขาไม่ได้มองตัวเองเลยว่าร่างกายของตนก็ไม่ได้แตกต่างไปจากผู้เป็นภรรยาเช่นกัน รวมทั้งลูกชายหญิงก็ด้วย
“พวกเราต้องรีบไป จะให้ใครมาฉกฉวยไปก่อนพวกเราไม่ได้อย่างเด็ดขาด” ฉินเจียวพูดออกมาอย่างคนเห็นแก่ตัว
แล้วคนทั้งสองก็ได้พากันก้าวเดินออกจากบ้านของตนอย่างเร่งรีบ โดยพวกเธอได้ลืมกันไปแล้วว่าได้กระทำเรื่องใดกันเอาไว้
